กลุ่มบ๊อชสร้างยอดขายและกำไรเติบโตเหนือคาดการณ์

 
 
 

ติดต่อ


Intira Park
โทรศัพท์ (+66)2-012-8636

 

2561-01-30 | ประเทศไทย | ข่าว บริษัท

ความสำเร็จของธุรกิจพุ่งทะยานในปี 2560

  • ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 7.8 หมื่นล้านยูโร
  • กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีไต่ระดับอยู่ที่ 5.3 พันล้านยูโร
  • กลุ่มธุรกิจโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อนเติบโตมากกว่าภาคการผลิตยานยนต์โดยรวม
  • หน่วยปฏิบัติการอุตสาหกรรม 4.0 ที่ตั้งใหม่มีพนักงาน 500 คน
  • เตรียมพร้อมโซลูชั่นส์ทันสมัยมากมายเพื่อเกษตรกรรมอัจฉริยะและเมืองอัจฉริยะ
  • มร. เดนเนอร์ ซีอีโอของกลุ่มบ๊อชกล่าว “เราตระหนักถึงศักยภาพแห่งการเชื่อมต่อก่อนใคร และตอนนี้ เรากำลังแปลงมันให้เป็นความสำเร็จทางธุรกิจให้กับองค์กร”

ชตุ๊ทการ์ต และลุดวิกส์บวก, เยอรมนี –ในปี 2560 กลุ่มบ๊อชสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยจากตัวเลขเบื้องต้นพบว่า บ๊อชซึ่งผู้เป็นผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการชั้นนำของโลก สามารถทำยอดขายได้สูงถึง 7.8 หมื่นล้านยูโรในปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 จากปีก่อนหน้า เมื่อปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ทั้งนี้ ยอดขายของกลุ่มได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน คิดเป็นประมาณ 1.2 พันล้านยูโร "เราสร้างการเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังคงสร้างผลกำไรดีขึ้น โดยยอดขายในปี 2560 ของบริษัทฯ นับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์” ดร. โวคมาร์ เดนเนอร์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท

บ๊อช กล่าวในงานแถลงข่าวผลประกอบการเบื้องต้นของบริษัทฯ ณ เมือง

ลุดวิกส์บูวก ประเทศเยอรมนี

ความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อกัน (connectivity) ส่งผลให้บริษัทฯ มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยดร. เดนเนอร์ อธิบายว่า “เราตระหนักถึงศักยภาพแห่งการเชื่อมต่อก่อนใคร และตอนนี้ เรากำลังแปลงมันให้เป็นความสำเร็จทางธุรกิจให้กับบริษัทฯ” ในปี 2017 รายได้จากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ทะยานไปอยู่ที่ราว 5.3 พันล้านยูโร ซึ่งเทียบเท่ากับกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margin) ที่อัตราร้อยละ 6.8 ศาสตราจารย์สเตฟาน อเซ็นเคิร์ชเบาเมอร์ ประธานกรรมการฝ่ายการเงินและผู้ช่วยประธานคณะกรรมการบริหารได้อธิบายว่า “ความสำเร็จของ

กลุ่มบ๊อชจากธุรกิจหลักของบริษัทฯ ช่วยสร้างแหล่งเงินทุนเพื่อการดำเนินงานต่างๆ ตามความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีด้าน IoT และโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อนชั้นนำของโลก” ในปีที่กำลังจะมาถึงนี้ บริษัทฯ เห็นโอกาสมากมายในการนำเทคโนโลยีแห่งการเชื่อมต่อไปต่อยอดในด้านอื่นๆ อาทิ การใช้ในโรงงาน อาคาร และเมืองต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการคมนาคม นอกจากนี้ ดร. เดนเนอร์ยังเน้นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล (digital transformation)

หน่วยปฏิบัติการใหม่: หน่วยปฏิบัติการอุตสาหกรรม 4.0

ดร. เดนเนอร์กล่าวว่าการเชื่อมต่อกันและการเปลี่ยนแปลงเป็นดิจิทัล (digitalization) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานรายวันของบริษัทฯ อย่างขาดเสียไม่ได้ “การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เราได้พิสูจน์ว่า สำหรับบ๊อช ความเป็นเลิศไม่ได้วัดกันด้วยสิ่งที่ปรากฏบนหน้าเอกสารเท่านั้น แต่วัดกันที่การปฏิบัติจริงด้วย ทั้งในด้านเทคโนโลยีและการพาณิชย์” กลุ่มบ๊อชเล็งเห็นศักยภาพด้านยอดขายอันมหาศาลจากอุตสาหกรรมแห่งการเชื่อมต่อ (connected industry) หรืออุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ทั้งนี้ หน่วยงานด้านอุตสาหกรรมแห่งการเชื่อมต่อของบ๊อชซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการใหม่ เริ่มดำเนินงานในเดือนมกราคม 2561 ด้วยพนักงาน 500 คน ณ ที่แห่งนี้ บ๊อชได้รวบรวมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม 4.0 รวมถึงความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านซอฟต์แวร์และการบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเอาไว้ด้วยกัน โดยบ๊อชจะใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้บริการด้านการให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภายนอก นอกจากนี้ นับจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2563 บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะสร้างประโยชน์จากอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเพิ่มยอดขายให้ได้เกินกว่า 1 พันล้านยูโร ซึ่งการเข้าถือสิทธิเป็นหุ้นส่วนกับผู้ให้บริการด้านแผนที่ HERE จะช่วยเสริมศักยภาพให้บ๊อชในการดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับด้านอุตสาหกรรม 4.0 อีกมากมาย

การเชื่อมต่อช่วยจัดการปัญหาขั้นพื้นฐานต่างๆได้

ดร. เดนเนอร์เน้นย้ำความสำคัญของการเชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) ว่า “โลกของเราจะเป็นที่ที่น่าอยู่สำหรับผู้คนหลายพันลานได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถค้นพบโซลูชั่นส์ที่มีนวัตกรรมที่จะช่วยแสดงให้เห็นปัญหาต่างๆ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้” ปัจจุบัน บ๊อชมีโครงการด้าน IoTถึง 170 โครงการที่ช่วยจัดการปัญหาขั้นพื้นฐานต่างๆ อาทิ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวของเมือง มลภาวะทางอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ เป็นต้น “เราใช้เทคโนโลยี IoT ในการเชื่อมต่อโลกเข้าด้วยกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนให้ดียิ่งขึ้น” ดร. เดนเนอร์กล่าว ตัวอย่างเช่น ในปี 2560 บริษัทฯ ได้แนะนำโซลูชั่นใหม่ของการเพาะปลูกอัจฉริยะ (smart farming) หรือเกษตรกรรมที่เชื่อมต่อกัน (connected agriculture) ที่ตั้งเป้าว่าจะช่วยผลิตอาหารให้มากพอที่จะเลี้ยงดูประชากร 8 พันล้านคนภายในปี 2568 โดยกลุ่มบ๊อชเน้นการใช้ประโยชน์จากโซลูชั่นที่ใช้เซนเซอร์ (sensor-based solutions) และปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) เป็นหลัก ในการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ และมะเขือเทศ นอกจากนี้ เทคโนโลยีของบ๊อชยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนให้กับการเลี้ยงหอยนางรมและฟาร์มปศุสัตว์อีกด้วย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าธุรกิจเกษตรกรรมแบบดิจิทัลจะเติบโตมากกว่าร้อยละ 70 ภายในปี 2563

บ้านอัจฉริยะและเมืองอัจฉริยะ: ที่พักอาศัยเพื่อผู้คนหลายพันล้าน

บ๊อชเร่งสร้างโรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Wafer fab) ในเมืองเดรสเด็น เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนและ IoT และยังวางแผนการลงทุนเพิ่มมากกว่า 1 พันล้านยูโรสำหรับโรงงานแห่งใหม่นี้ภายในปี 2564 ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากแผงวงจรเหล่านี้ ได้แก่ บ้านอัจฉริยะ โดยในส่วนของครัวอัจฉริยะ บ๊อชไม่เพียงแต่มีเครื่องใช้ในครัวเรือนแบบเชื่อมต่อกันเท่านั้น แต่ยังให้บริการโปรแกรมดิจิทัลอีกด้วย ซึ่งเรียกว่า ระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกับบ้าน (Home Connect ecosystem) ที่นำมารวมไว้ในแอปพลิเคชันเดียว สามารถใช้งานได้ 12 ภาษา พัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพที่ชื่อ Kitchen Stories ซึ่งแอปพลิชั่นที่ว่านี้มีการดาวน์โหลดแล้วกว่า 15 ล้านครั้ง โดยได้รวบรวมสูตรการทำอาหารกว่า 1,000 สูตร โดยใช้วีดิโอ

หรือรูปถ่ายเพื่อสาธิตวิธีการประกอบอาหาร ในงาน CES (Consumer Electronics Show 2018) ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีจากทั่วโลกซึ่งจัดขึ้นที่ลาสเวกัส บ๊อชได้เปิดตัวผลงานที่ยอดเยี่ยมในด้านเมืองแห่งการเชื่อมต่อกัน ซึ่งหนึ่งในนวัตกรรมที่นำเสนอคือ “Climo” หรือห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่สำหรับตรวจสอบคุณภาพอากาศ ที่สามารถแสดงข้อมูลคุณภาพของอากาศแบบเรียลไทม์ ภายในปี 2568 เมืองใหญ่ๆ บนโลกถึง 80 เมืองจะกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในปัจจุบัน บ๊อชได้เริ่มโครงการนำรองกว่า 14 โครงการแล้ว คาดการณ์ว่าธุรกิจเมืองอัจฉริยะจะมีมูลค่าตลาดกว่า 7 แสนล้านยูโรภายในปี 2563

การขับเคลื่อนในตัวเมือง (Urban mobility): ไร้การปล่อยของเสีย ปลอดความกังวลใจ ไร้อุบัติเหตุ

ความเป็นเมือง (Urbanization) ย่อมมาพร้อมกับปัญหานานัปการ ภายในปี 2593 การจราจรในตัวเมืองจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ดร. เดนเนอร์ กล่าวว่า “เราต้องการสร้างสภาพการขับเคลื่อนในตัวเมืองที่ไร้การปล่อยมลพิษ ปลอดความกังวลใจ และไร้อุบัติเหตุ เราจึงต้องพัฒนาระบบอัตโนมัติที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และเชื่อมต่อการจราจรบนถนนให้ครอบคลุมเพื่อบรรลุความตั้งใจนี้ให้ได้” ฤดูร้อนนี้ COUP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการแบ่งปันกันใช้บริการเช่ารถจักรยานยนต์จะนำอี-สกู๊ตเตอร์ (e-scooter) ออกสู่ท้องถนนในกรุงมาดริด นอกจากนี้ ระบบขับขี่อัตโนมัติจะช่วยแบ่งเบาปัญหาของสภาพการจราจรในเมือง โดยจะเริ่มใช้ภายในช่วงต้นทศวรรษหน้านี้ ซึ่งบ๊อชร่วมมือกับเดมเลอร์ (Daimler) ผลิตยานพาหนะไร้คนขับและระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ซึ่งสามารถใช้งานได้จริงบนท้องถนนต่างๆ ในเมือง โดยจะทดลองครั้งแรกบนท้องถนนจริงในช่วงต้นปี 2561 ทั้งนี้ เมื่อปี 2560 บ๊อชและเดมเลอร์ได้เข้าใกล้การขับขี่อัตโนมัติอีกก้าว ด้วยการใช้โรงจอดรถภายในพิพิธภัณฑ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ตั้งอยู่ในเมืองชตุ๊ทการ์ต เปิดตัวโซลูชั่นส์การหาที่จอดและจอดรถด้วยระบบอัตโนมัติเป็นครั้งแรกของโลก (automated valet parking service)

ระบบส่งกำลังรถยนต์แห่งอนาคต: เสริมพลังการขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิง

บ๊อชได้ผ่านก้าวย่างที่สำคัญในปี 2560 ด้านการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า โดยเริ่มการผลิตแบตเตอรี่ 48 โวลต์ที่พัฒนาให้ง่ายต่อการนำไปติดตั้งในยานพาหนะแห่งอนาคต สำหรับยานยนต์ระบบไฮบริด ดังนั้น ผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทสตาร์ทอัพต่างๆ จึงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่สูงและใช้เวลายาวนานสำหรับกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับกรณีของเพลาไฟฟ้า (electric axle drive หรือ e-axle) ของบ๊อช ที่จะเริ่มใช้ในปี 2562 เพื่อเพิ่มสมรรถภาพให้กับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ดร. เดนเนอร์ กล่าวว่า “บ๊อชมุ่งพัฒนาการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (electromobility) เราได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากในปี 2560 โดยบางคำสั่งซื้อมีมูลค่าหลายพันล้านยูโรเลยทีเดียว” นอกจากนี้ บ๊อชร่วมมือกับบริษัท Nikola Motor ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกัน เพื่อร่วมพัฒนาเพลาไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน (hydrogen-powered e-axle) สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ “ไม่เกินปี 2573 เซลล์เชื้อเพลิงจะมีบทบาทสำคัญในระบบส่งกำลังรถยนต์อย่างแน่นอน เราจึงเร่งผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ พร้อมขยับขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ของเราอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ดร. เดนเนอร์กล่าว ประเทศจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า บ๊อชจึงร่วมมือกับบริษัท Weichai ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์เพื่อรถบรรทุก ริเริ่มโครงการนำร่องเพื่อการพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับรถบรรทุก ซึ่งดร. เดนเนอร์อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า “ถ้าจะกล่าวถึงธุรกิจการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า นับตั้งแต่จักรยานไปจนถึงรถบรรทุก ต้องยอมรับว่าไม่มีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใดที่มีความหลากหลายครอบคลุมเท่าบ๊อชอีกแล้ว”

วิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี: เครื่องยนต์ชนิดเผาไหม้โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon-neutral combustion engine)

ดร. เดนเนอร์เน้นย้ำความสำคัญและศักยภาพของเครื่องยนต์ชนิดเผาไหม้ว่า “แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในยุโรป โดยไม่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล“ ดร. เดนเนอร์ได้ชี้แจงระหว่างการอภิปรายที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ว่าด้วยเรื่องการรณรงค์ห้ามขับขี่ด้วยยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลว่า มีเทคโนโลยีด้านเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและได้ประสิทธิภาพอยู่จริง และไม่เพียงเท่านั้น “ในวันนี้ ยานยนต์ที่ใช้ทดสอบของเรา บรรลุมาตรฐานที่ตั้งไว้สำหรับปี 2563 แล้ว นอกจากนี้ เรายังได้พัฒนาและทดสอบระบบต่างๆ ที่ได้มาตรฐานตามข้อจำกัดเหล่านี้แล้ว” ดร. เดนเนอร์ กล่าวในฐานะผู้รับผิดชอบการค้นคว้าวิจัยและวิศวกรรมศาสตร์ที่ทันสมัย ทีมวิศวกรของบ๊อชมีเป้าหมายอันแรงกล้าในการออกแบบเครื่องยนต์ชนิดเผาไหม้ที่ ‘พ่น’ ออกแต่เฉพาะสิ่งที่ ‘สูบ’ เข้าไปเท่านั้น สำหรับคุณภาพอากาศในบรรยากาศนั้น ถ้าไม่นับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สิ่งที่เครื่องยนต์ชนิดนี้ปล่อยออกมาแทบจะไม่ต่างไปจากอากาศโดยรอบเลย โดยเมื่อเครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงเหลวหรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (synfuels) จะช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเครื่องยนต์ (carbon-neutral)

วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม (Innovation culture): การขับเคลื่อนสู่การเชื่อมต่อกัน (connectivity)

“การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลในธุรกิจจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมขององค์กร” ดร. เดนเนอร์ กล่าว “เรากำลังปรับแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นผู้นำและความร่วมมือกัน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับวัฒนธรรมด้านนวัตกรรมของเรา” ในหลายหน่วยการทำงานของบ๊อช บริษัทฯ เริ่มทลายระบบการปฏิบัติงานตามลำดับชั้นแบบสมัยก่อน รวมถึงเริ่มทำลายเส้นกั้นระหว่างแผนกต่างๆ และเส้นกั้นการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในองค์กร ทั้งนี้ บริษัทฯ สามารถกำจัดระบบการทำงานที่ยุ่งยากล่าช้า ซึ่งมักเกิดขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่ ออกไปได้มากกว่า 2 ใน 3 ส่วน และยกเลิกการให้โบนัสรายบุคคล ดร. เดนเนอร์เชื่อว่าวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม (culture of innovation) ของบ๊อช จะสร้างจุดแข็งที่ชัดเจนให้กับบริษัทฯ “เราโชคดีที่มีบุคลากรที่มีความกระตือรือร้นพร้อมพัฒนาเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

การเติบโตของธุรกิจในปี 2560 จำแนกตามกลุ่มธุรกิจ

ทุกกลุ่มธุรกิจต่างมีการดำเนินงานที่ดี ส่งผลต่อการเติบโตที่ยอดเยี่ยมของธุรกิจในปี 2560 จากข้อมูลตัวเลขเบื้องต้นพบว่า ยอดขายของกลุ่มธุรกิจโซลูชั่นแห่งการขับเคลื่อน (Mobility Solutions) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเติบโตมากกว่าการผลิตยานยนต์ทั่วโลกถึง 3 เท่า โดยมียอดขายทะลุ 4.74 หมื่นล้านยูโร และเมื่อปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว พบว่าเติบโตขึ้นร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากความต้องการใช้ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากภาคยานยนต์เชิงพาณิชย์ ที่มีความต้องการใช้ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน รวมทั้งระบบผู้ช่วยขับขี่ และระบบข้อมูลเพื่อความบันเทิง สำหรับกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค BSH Hausgeräte และกลุ่มสินค้าเครื่องมือไฟฟ้า

มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.85 หมื่นล้านยูโร โดยหลังปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว พบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 จากปีก่อนหน้า นับว่า BSH Hausgeräte มีผลการดำเนินงานที่ดีในปี 2560 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งบริษัทด้วย กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มีการเติบโตที่แข็งแกร่งที่ร้อยละ 7.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยยอดขายอยู่ที่ 6.7 พันล้านยูโร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 จากปีก่อนหน้า หลังปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว โดยมีแผนกเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่และควบคุมที่ช่วยสร้างการเติบโตที่ยอดเยี่ยมเป็นหลัก ส่วนกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร มียอดขายอยู่ที่ 5.4 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 จากปีก่อนหน้า หรือเมื่อปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 จากปีก่อนหน้า โดยแผนกระบบเทคโนโลยีความร้อนและระบบรักษาความปลอดภัย สามารถครองใจลูกค้าด้วยโซลูชั่นส์แห่งการเชื่อมต่อสำหรับระบบทำความร้อนและระบบปรับอากาศ รวมทั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะสำหรับระบบอัตโนมัติ และการรักษาความปลอดภัยสำหรับอาคาร

การเติบโตของธุรกิจในปี 2560 จำแนกตามภูมิภาค

ในทวีปยุโรป ธุรกิจของกลุ่มบ๊อชเติบโตขึ้น โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 จากปีก่อนหน้า (หรือร้อย 6.3 จากปีก่อนหน้า เมื่อปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว) โดยตัวเลขสูงถึง 4.07 หมื่นล้านยูโร ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากการที่ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องในยุโรปตะวันตกและยุโรปตอนกลาง สำหรับทวีปอเมริกาเหนือ การเติบโตทางธุรกิจหลังจากการปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างเท่ากับปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขาย 12.1 พันล้านยูโร ลดลงร้อยละ 2.3 จากปีก่อนหน้า ส่วนทวีปอเมริกาใต้ เศรษฐกิจของภูมิภาคฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.6 พันล้านยูโร โดยเมื่อปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากปีก่อนหน้า และสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกา ธุรกิจมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดขายทะลุ 23.6 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ถึงร้อยละ 14 หรือร้อยละ 17 หลังปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว

จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น: รวมมีพนักงานมากกว่า 400,000 คน

ในปี 2560 จำนวนพนักงานของกลุ่มบริษัทบ๊อชทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 11,200 คน โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 พบว่า กลุ่มบริษัทบ๊อชมีพนักงาน 400,500 คน ซึ่งบริษัทฯ มีผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และไอทีหลายพันคนทั่วโลก บริษัทฯ ยังเพิ่มจำนวนพนักงานในเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งในยุโรปตะวันออกและยุโรปตอนกลาง ส่วนในประเทศเยอรมนี มีพนักงานเพิ่มขึ้นจำนวน 3,800 คน

การคาดการณ์ในปี 2561: ยอดขายและผลประกอบการดีขึ้น แม้อยู่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

บ๊อชคาดการณ์ว่า ในปี 2561 เศรษฐกิจทั่วโลกจะเติบโตขึ้นในระดับปานกลาง ราวร้อยละ 2.5 โดยภาพรวม บ๊อชซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการชั้นนำของโลก เล็งเห็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมากมาย เนื่องจากพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical development) อาทิ การการเจรจาเพื่อออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit negotiation) นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และความตึงเครียดจากเกาหลีเหนือ บ๊อชจึงคาดการณ์ว่าการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์แวดล้อมจะไม่เอื้ออำนวยนัก แต่กลุ่มบริษัทบ๊อชยังตั้งเป้าเพิ่มยอดขายและผลประกอบการในปี 2561 รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรด้าน IoT และผู้ให้บริการด้านโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อนชั้นนำระดับโลก

บ๊อชในประเทศไทย(About Bosch in Thailand)

บ๊อชได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 ปัจจุบัน บ๊อชสร้างความหลากหลายในธุรกิจถึงสี่ด้าน ได้แก่ โซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อน เทคโนโลยีอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร บริษัทมีโรงงานผลิตในธุรกิจโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อนถึงสามแห่ง พร้อมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา อีกทั้งสำนักงานขายและศูนย์บริการสำหรับอุปกรณ์ไฮดรอลิกและเครื่องจักรในจังหวัดระยอง และสายการผลิตโซลูชั่นส์และการบริการส่วนเครื่องจักรเพื่อบรรจุภัณฑ์ในจังหวัดชลบุรี ในปี 2559 บ๊อชในประเทศไทยมียอดขาย 11.9 พันล้านบาท (305 ล้านยูโร) และมีพนักงานมากกว่า 1,200 คน

ข้อมูลเพิ่มเติม:
www.facebook.com/BoschThailand

เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทบ๊อช(Bosch Group)

กลุ่มบริษัทบ๊อช ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการชั้นนำของโลก มีพนักงานทั่วโลกกว่า 400,500 คน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560) ในปี 2560 บริษัทมียอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า 7.8 หมื่นล้าน ยูโร โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจสำคัญได้แก่ กลุ่มโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อน กลุ่มเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร ในฐานะผู้นำทางด้าน IoT (Internet of Things) บ๊อชนำเสนอนวัตกรรมแห่งโซลูชั่นส์เพื่อบ้านอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ยานยนต์ และ อุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมต่อถึงกัน ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเซนเซอร์ ซอฟท์แวร์ และการให้บริการ รวมถึงไอโอทีคลาวด์ของบ๊อชเอง เราจึงสามารถให้บริการโซลูชั่นส์ที่เชื่อมต่อแบบข้ามโดเมนได้เบ็ดเสร็จจากแหล่งเดียว เป้าหมายกลยุทธ์ของเรา คือการส่งมอบนวัตกรรมและสร้างแรงบันดาลใจเพื่อชีวิตที่เชื่อมต่อถึงกัน ผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดได้รับการออกแบบมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการเสนอคำตอบที่ล้ำสมัยและเป็นประโยชน์ที่นับได้ว่าเป็น “เทคโนโลยีเพื่อชีวิต” กลุ่มบ๊อช ประกอบด้วยบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช และบริษัทในเครืออีกกว่า 450 บริษัท รวมถึงสำนักงานระดับภูมิภาคในประเทศต่างๆ อีกกว่า 60 ประเทศ หากรวมบริษัทคู่ค้าผู้จัดจำหน่ายและให้บริการต่างๆ ทั้งส่วนการผลิต งานวิศวกรรม และเครือข่ายด้านการขาย บ๊อชครอบคลุมอยู่เกือบทุกประเทศทั่วโลก เพราะพื้นฐานสำคัญสำหรับการขยายตัวในอนาคตของบริษัทขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม บริษัทจึงมีพนักงานในส่วนการวิจัยและพัฒนากว่า 62,500 คน ในศูนย์วิจัยกว่า 125 แห่งทั่วโลกในปัจจุบัน

โรเบิร์ต บ๊อชก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2429 ณ เมือง สตุทการ์ท (Stuttgart) ประเทศเยอรมนีโดย มร.โรเบิร์ต บ๊อช (พ.ศ. 2404 – 2485) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม “ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อความแม่นยำทางกลศาสตร์ และวิศวกรรมไฟฟ้า” ด้วยโครงสร้างที่พิเศษของโรเบิร์ต บ๊อช ทำให้บริษัทมีอิสระในการดำเนินงาน สามารถวางแผนในระยะยาว และมีความคล่องตัวในการลงทุน จึงเป็นหลักประกันอนาคตของบริษัท โดยมีมูลนิธิ โรเบิร์ต บ๊อช เป็นผู้ถือหุ้นหลัก 92 เปอร์เซ็นต์ของบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช แต่ทว่าสิทธิในการลงคะแนนและอำนาจในการบริหารจัดการจะถูกดูแลโดย คณะผู้บริหารบ๊อช (Robert Bosch Industrietreuhand KG) ซึ่งเป็นผู้จัดการทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ปัจจุบันหุ้นส่วนที่เหลือนั้นเป็นของเครือบริษัทบ๊อช และบริษัทโรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช เยอรมนี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปที่
www.bosch.com , www.iot.bosch.com , www.bosch-press.com , www.twitter.com/BoschPresse .